วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ความเป็นมา
ในอดีตผู้ต้องการเดิรทางท่องเที่ยวจะต้องติดต่อซื้อสินค้าทางการท่องเที่ยวโดยตรง ต่อมาจึงเกิดธุรกิจค้าปลีกที่อำนวยความสะดวกในการซื้อขึ้น โดย โทมัส คุก ได้เป็นแทรเวล เอเจนซี่ ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ประเทศอังกฤษ จึงทำให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าทางการท่องเที่ยวโดยไม่ต้องเดินทางไปซื้อยังผู้ประกอบธุรกิจ
บทบาทหน้าที่ของแทรเวล เอเจนซี่
1.จัดหาราคาหรืออัตราสินค้าทางการท่องเที่ยว
2. ทำการจอง
3. รับชำระเงิน
4. ทำการส่งบัตรโดยสารหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง
5. ช่วยเหลือลูกค้าในการซื้อสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวอื่นๆ
6. ช่วยดำเนินการในการซื้อบัตรโดยสาร
7. ออกบัตรโดยสารเครื่องบินและเอกสารอื่นๆ
ประโยชน์ของการใช้บริการของแทรเวล เอเจนซี่
1. มีความชำนาญในการหาข้อมูลและวางแผนการท่องเที่ยว
2. สามารถหาข้อเสนอหรือราคาที่ดีที่สุด
3. ช่วยประหยัดเวลาและความลำบาก
4. ช่วยแก้ปัญหาได้เมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรือปัญหา
5. รู้จักผู้ประกอบธุรกิจมากกว่า
6. รู้จักแหล่งท่องเที่ยวดีกว่า
ประเภทของแทรเวล เอเจนซี่
1. แบบที่มีมาแต่เดิม ประเภทนี้ มักจะขายผลิตภัณฑ์และบริการทางการท่องเที่ยวที่หลากหลายเต็มรูปแบบ
2.แบบที่ขายทางอินเตอร์เน็ต เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา บางครั้งอาจให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ จุดเด่น คือ สามารถขายไปยังที่ต่างๆทั่วโลก
3. แบบที่ชำนาญเฉพาะทาง อาจทำธุรกิจได้ดีขึ้นหากขายไปยังกลุ่มตลาดลูกค้าที่มีความต้องการเฉพาะทาง
4. แบบที่ประกอบธุรกิจจากที่พัก อาจปรับเปลี่ยนบ้านหีือที่พักเป็นสำนักงาน ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังสำนักงาน
ประโยชน์ของการใช้บริการของบริษัททัวร์
1. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
2. ประยัดค่าใช้จ่าย
3. ได้ความรู้
4. ได้เพื่อนใหม่
5. ได้ความสบายใจและรู้สึกปลอดภัย
6.ไม่มีทางเลือกอื่น
ประเภทของทัวร์ มี 3 ประเภท
1. ทัวร์แบบอิสระ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวแบบอิสระ ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยที่พักในโรงแรม บัตรโดยสารเครื่องบิน ทัวร์แบบอิสระจะทำให้นักท่องเที่ยวมีเสรีที่จะวางแผนกิจกรรมต่างๆได้เอง
2. ทัวร์แบบไม่มีผู้นำเที่ยว หมายถึง โปรแกรมทัวร์แบบเหมาจ่ายที่ได้รับการบริการจากตัวเเทนของบริษัททัวร์ ณ แหล่งท่องเที่ยว
3. ทัวร์แบบมีผู้นำเที่ยว หมายถึง โปรแกรมทัวร์แบบเหมาจ่ายที่รวมการบริการของมัคคุเทศก์ตลอดเส้นทาง ทัวร์ประเภทนี้นักท่องเที่ยวจะเดินทางเป็นกลุ่มโดยมีมัคคุเทศก์ร่วมเดินทางไปด้วย
ความเป็นมา
ธุรกิจที่พักแรมในสากล/ต่างประเทศ
ที่พักแรมมีมาแต่ยุคโบราณ ย้อนหลังไปถึงยุคอารยธรรมกรีกและโรมัน เกิดขึ้นสนองความต้องการที่พักของนักเดินทางที่ไม่สามารถไปกลับได้ในวันเดียว
ธุรกิจที่พักแรมในประเทศไทย
ธุรกิจที่พักแรมสำหรับบริการนักเดินทางต่างชาติในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นอยุ่บริเวณริมฝั่นแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยรัชกาลที่ 4 มีชาวตะวันตกเข้ามาจำนวนมาก
ปัจจัยพื้นฐานในการบริการที่พักแรม
1. ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้พัก
2. ความสะอาดและสุขอนามัยในสถานที่พัก อาการ-เครื่องดื่ม และบริการที่เกี่ยวข้องสำหรับกิจการที่เสนอบริการในระดับมาตรฐานที่ดีขึ้นจะคำนึงถึงปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ
ได้แก่
2.1 ความสะดวกสบายจากบริการสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและสนองตอบความต้องการของผู้พักกลุ่มต่างๆ
2.2 ความเป็นส่วนตัว
2.3 บรรยากาศการตกแต่งที่สวยงาม
2.4 ภาพลักษณ์ของกิจการ และอื่นๆ
ประเภทที่พักแรม
1. โรงแรม เป็นที่พักแรมที่นิยมมากของนักท่องเที่ยวทั่วไป
"โรงแรม" หมายความว่า สถานที่พักที่จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราว
สำหรับคนเดินทาง
1.1 เกณฑ์การจำแนกประเภทโรงแรม
- ด้านที่ตั้ง ทำเลที่ตั้งกิจการมีผลต่อวิธีการเดินทางเข้าถึงแบะถือเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นที่เอื้อต่อความสำเร็จเชิงธุรกิจ
- ด้านขนาด โดยพิจารณาจากจำนวนห้องพักโรงแรม เช่น โรงแรมที่มีห้องพักต่ำกว่า 100 ห้อง ถือเป็นโรงแรมขนาดเล็ก โรงแรมขนาด 400 ห้อง จัดเป็นดรงแรมขนาดใหญ่
- ด้านจุดประสงค์ของผู้มาพัก พิจารณาจากกลุ่มผู้พักส่วนใหญ่ของโรงแรมว่ามีจุดประสงค์ใดในการเดินทางหรือในระหว่างการพักอยู่โรงแรม
- ด้านราคา พิจารณาจากอัตราราคาห้องพักโดยเปรียบเทียบระดับราคาเฉลี่ยของกิจการภายในเขตพื้นที่/ประเทศ
- ด้านระดับการบริการ พิจารณาจากความครบครันในการบริการ ลักษณะบริการเสนอเเบบจำกัด ความหรุหราในการบริการตกแต่ง บริการแบบประหยัด
- ด้านการจัดระดับมาตรฐานโดยใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายสัญลักษณ์ที่กลายเป็นที่รู้จักดีในสากล คือ ดาว 1 - 5 ดวง
- ด้านความเป็นเจ้าของและรูปแบบการบริหาร แบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ คือ
โรงแรมอิสระ เป็นโรงแรมที่เจ้าของกิจการดำเนินการเอง ตามนโยบายและวิธีการที่กำหนดขึ้นเองอย่างอิสระ
โรงแรมจัดการแบบกลุ่ม/เครือ หรือ เชน หมายถึง โรงแรมที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการแบบกลุ่ม มักมีการใช้ชื่อประกอบการที่แสดงความเป็นสมาชิกในกลุ่มเดียวกัน
2. ที่พักนักท่องเที่ยว
- บ้านพักเยวชน หรือ โฮสเทล เป็นที่พักราคาประหยัดพัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเดินทางท่องเที่ยวในดินแดนต่างๆ เพื่อสร้างมิตรภาพและสันติภาพในสังคมโลกและสร้างประสบการณ์เรียนรู้จากการเดินทาง
- ที่พักพร้อมอาหารเช้าราคาประหยัด ส่วนใหญ่เป็นบ้านแบ่งให้เช่าพักในต่างประเทศโดยเจ้าของบ้านแบ่งห้องพักที่ว่างให้แขกนอนและจัดอาหารเช้าไว้บริการในบรรยากาศค่อนข้างเป็นกันเองแบบครอบครัว
- บ้านพักริมทางหลวง เป็นที่พักขนาดเล็กตั้งอยู่ใกล้หรือริมทางหลวงสายหลักระหว่างเมืองให้บริการห้องพักและที่จอดรถหน้าห้องพักในราคาแบบประหยัด มีสิ่งอำนวยตวามสะดวกจำกัดและอาจไม่มีบริการอาหาร
- ที่พักแบบจัดสรรเวลาพัก เป็นทีพักบริการคล้ายโรงแรม ใช้วิธีจัดการเพื่อจัดสรรให้มีการหมุนเวียนเข้าพักในกลุ่มที่พักตากอากาศ
- เกสต์เฮ้าส์ เป็นที่พักขนาดเล็กราคาประหยัดส่วนใหญ่ดัดแปลงมาจากจากบ้านพักเดิมที่เจ้าของแบ่งให้นักท่องเที่ยวเช่าพัก- อาคารชุดบริการที่พักระยะยาว หรือ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ เป็นที่พักให้ยริการห้องชุดสำหรับผู้พักระยะยาวเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือเป็นปีเน้นบริการห้องพักในรูปแบบคล้ายคลึงกับบริการโรงแรม มีห้องครัวปรุงอาหารได้ และจำกัดบริเวณสิ่งอำนวยความสะดวก
- ที่พักกลางเเจ้ง เป็นที่พักแบบประหยัดที่สุดในประเทศตะวันตก โดยจัดพื้นที่ลานกลางเเจ้งสำหรับให้นักท่องเที่ยวทีนิยมใกล้ชิดธรรมชาติได้ตั้งค่ายพักหรือเต็นท์
- โฮมสเตย์ หรือ ที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท เป็นรูปแบบบริการที่พักพร้อมกิจกรรมการท่องเที่ยว ที่พักมีลักษณะเป็นบ้านพักที่นักท่องเที่ยวพักร่วมกับเจ้าของบ้านแผนกงานในโรงแรม
- แผนกงานส่วนหน้า เป็นศูนย์กลางการติดต่อระหว่างโรงแรมและแขกผู้พัก รับผิดขอบการรับจองห้องพัก การต้อนรับ ลงทะเบียน บริการข้อมูล ขนย้ายสัมภาระ และ รับชำระค่าใช้จ่าย
- แผนกงานแม่บ้าน รับผิดชอบการจัดเตรียมห้องพักแขก การทำความสะอาดเรียบร้อยในพื้นที่ต่างๆ การซักรีด การจัดดอกไม้ตกแต่งสถานที่- แผนกอาหารและเครื่องดื่ม รับผิดชอบกระบวนการผลิตประกอบ/ปรุงอาหาร และการบริการอาหาร
- เครื่องดื่ม ในพื้นที่ต่างๆรวมถึงการจัดเลี้ยง- แผนกขายและตลาด รับผิดชอบวางแผนตลาด และควบคุมการใช้กลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมเพื่อสร้างรายได้แก่ธุรกิจ
- แผนกบัญชีและการเงิน ดูแลจัดทำบัญชีและควบคุมการเงินของโรงแรม
- แผนกทรัพยากรมนุษย์ ในบางกิจการขนาดเล็กจะเป็นแผนกบุคคล
ประเภทห้องพัก
Single ห้องพักสำหรับนอนคนเดียว ในต่างประเทศจะเป็นห้องพักเตียงเดี่ยว
Twin ห้องพักเตียงคู่แฝด ประกอบด้วยเตียงเดี่ยว 2 เตียง ตั้งเป็นคู่วางแยกกัน
Double ห้องพักเตียงคู่ที่เป็นเตียงเดี่ยวขนาดใหญ่ สำหรับนอนได้ 2 คน บางครั้งให้บริการแก่ผู้พักคนเดียวเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น
Suit ห้องชุดที่ภายในประกอบด้วยห้องตั้งแต่ 2 ห้องขึ้นไป โดยกั้นเป็นสัดส่วนแบ่งห้องนอนและห้องนั่งเล่น
ความหมาย
การคมนาคมขนส่ง หมายถึง "กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายคน สัตว์ สิ่งของ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยอาศัยสื่อกลางต่างๆ ภายใต้ และ ราคาที่ได้ตกลงกันไว้"
ความเป็นมา
ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีด้านการขนส่งถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ทำให้เกิดแรงจูงใจที่สำคัญต่อการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆที่ห่างไกลออกไป เนื่องจากความรวดเร็ว สะดวกสบายที่นักท่องเที่ยวได้รับจากการใช้บริการยานพาหนะต่างๆที่ได้มีการพัฒนาจนเจริญทันสมัยขึ้นตามลำดับ
พัฒนาการขนส่งทางบก
ประวัติการขนส่งทางบห เริ่มขึ้นในสมัย 200 ปี ก่อนคริสตกาล หรือ ยุคบาบิลอน ซึ่งใช้คนลากรถสองล้อไปแบนถนน ก่อนที่จะนำสัตว์ มาช่วยลากรถสองล้อในยุคอียิปต์และกรีก จนกระทั่งในยุคโรมันจึงได้มีการพัฒนาการขนส่งจากรถลากสองล้อมาเป็นรถสี่ล้อที่ใช้ม้าลาก
พัฒนาการขนส่งทางน้ำ
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทำให้ทราบว่า การขนส่งทางน้ำเป็นการขนส่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยมีการพัฒนาแพขึ้นมาจากท่อนไม้ และ ต่อมานำต้นไม้ทั้งต้นมาขุด เจาะเป็นลำเรือการขนส่งผู้โดยสารทางเรือเริ่มขึ้นเป็นครั้งเเรกเมื่อปี ค.ศ. 1772 ในประเทศอังกฤษระหว่างเมือง Manchester กับ Longdon Bridge
พัฒนาการขนส่งทางอากาศ
หลังจากปี ค.ศ. 1903 ซึ่งเป็นปีที่สองพี่น้องตระกูล Wright ได้คิดค้นและประดิษฐ์เครื่องบินขึ้นครั้งเเรกเมื่อประสบความสำเร็จจึงทำให้หลายๆประเทศในยุโรปเห็นความสำคัญของการบินขึ้น
ประเภทของธุรกิจการคมนาคมขนส่งเพื่อการท่องเที่ยว
1. ธุรกิจการขนส่งทางบก การคมนาคมขนส่งทางบกจัดว่าเป็นรูปแบบการเดินทางที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะการเดินทางโดยรถยนต์
การเดินทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ
ในประเทศไทยนั้นการเดินทางท่องเที่ยวทางรถไฟไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากมีการเปรียบเทียบกับทางรถยนต์แล้วมีีราคาค่อนข้างแพง ใช้เวลานาน ไม่ค่อยสะดวก
การเดินทางท่องเที่ยวโดยรถยนต์
ส่วนบุคคล การเดินทางท่องเที่ยวทางรถยนต์ได้รับความนิยมมากจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
การเดินทางท่องเที่ยวโดยรถเช่า
การเดินทางท่องเที่ยวทางถนนนอกจากจะเกี่ยวข้องกับรถยนต์ส่วนบุคคลแล้วยังครอบคลุมถึงการเดินทางท่องเที่ยวโดยรถเช่า และรถตู้เพื่อนันทนาการ
ธุรกิจการเช่ารถ เกิดขึ้นเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่ชอบเดินทางโดยรถยนต์ และ นักธุรกิจที่เดินทางไปเจรจาธุรกิจ
รถโดยสารเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว รถโดยสารมีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งเเต่สมัยรถม้าโดยสาร และปรับปรุงจนเป็นรถโดยสารที่ใช้เครื่องยนต์หลังจากได้มีการประดิษฐ์เครื่องยนต์ขึ้นใช้
2. ธุรกิจการขนส่งทางน้ำ เรือถูกใช้เป็นพาหนะการเดินทางสำรวจดินแดนเพื่อการค้าขายมานานกว่าพันปี นอกจากนี้เรือยังถูกใช้เป็นพาหนะคมนาคมขนส่งระหว่างเมืองท่าต่างๆ
3. ธุรกิจการขนส่งทางอากาศ การเติบโตของธุรกิจการบินพาณิชย์เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1950 ธุรกิจการบินขนาดใหญ่ได้ขยายตลาดการเดินทางท่องเที่ยวทางอากาศกว้างขึ้น ทำให้ยุคของการเดินทางท่องเที่ยวทางอากาศขนาดใหญ่ได้เริ่มขึ้น
แหล่งท่องเที่ยว
แหล่งท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีส่วนช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเป็นปัจจัยที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้คนเดินทางเข้ามาในประเทศ
ประเภทของแหล่งท่องเที่ยว
อาจจัดแบ่งแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วยลักษณะเฉพาะต่างๆ ได้แก่
1. ขอบเขต
อาจแบ่งแหล่งท่องเที่ยวเป็น2 ประเภทตามขอบเขตได้แก่
จุดมุ่งหมายหลัก คือ สถานที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นมุ่งตรงไปยังสถานที่นั้น
2. ความเป็นเจ้าของ
แหล่งท่องเที่ยวทั้งทีเป็นสถานที่ทางธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น อาจจัดแบ่งได้ตามความเป็นเจ้าของ ซึ่งจะทำให้ทราบว่าแหล่งเงินสนับสนุนมาจากที่ไหน
3. ความคงทนถาวร
คือ การแบ่งตามอายุของแหล่งท่องเที่ยว ประเภทที่เป็น สถานที่ อาจมีความคงทนถาวรกว่าประเภทที่เป็นงานเทศกาลหรือกิจกรรมต่างๆ
4. ศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว
แหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งจะสนองความต้องการ หรือ จุดประสงค์ของนักท่องเที่ยวต่างกันไปแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงได้รับความนิยมอาจจะมีลักษณะที่เป็น แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ชุมชน
5. แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ
หมายถึง สถานที่ที่เกิดขึ้นเองตามะรรมชาติทั้งทางด้านชีวภาพ และ กายภาพ รวมทั้งบริเวณที่มนุษย์เข้าไปปรับปรุงแต่งเพิ่มเติมจากสภาพธรรมชาติบางส่วน
6. แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
คือ สถานที่ที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างและอายุ รวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันออกไป แต่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าทางการท่องเที่ยว ได้แก่ ศาสนสถาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ
7. แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของผู้คนในท้องถิ่น
เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่พัฒนามาจากวัฒนธรรม ประเพณี การดำรงชีวิตของผู้คนแต่โดยความหมาย "วัฒนธรรม" หมายถึง "แบบอย่างหรือวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนแต่ละกลุ่ม เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการอยู่ร่วม กันอย่างปกติสุขในสังคม" วัฒนธรรมแต่ละสังคมจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ และทรัพยากร ต่างๆ ลักษณะอีกประการหนึ่งของวัฒนธรรม คือ เป็นการสั่งสมความคิด ความเชื่อ วิธีการ จากสังคมรุ่นก่อนๆ
8. แหล่งท่องเที่ยวในเเต่ละภูมิภาคของประเทศไทยภาคกลาง ประกอบด้วย 21 จังหวัด และ 1 เขตการปกครองพิเศษ กรุงเทพมหานคร ไม่นับว่าเป็นจังหวัด เนื่องจากเป็นเขตการปกครองพิเศษ เนื่องจากภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ เป็นศูนย์รวมของแม่น้ำสายสำคัญหลายสาย พื้นที่แถบนี้จึงอุดมสมบูรณ์
ภาคเหนือ
ประกอบด้วย 17 จังหวัดภาคเหนือเป็นทิวเขาทอดยาวจากเหนือลงมาใต้ และ ยังเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ของประเทศไทยทำให้พบโบราณสถานต่างๆเป็นจำนวนมาก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ประกอบด้วย 19 จังหวัด ตั้งอยู่บนที่ราบสูงโคราช ภูมิประเทศ ทั้งภาคยกตัวสูงเป็นขอบแยกตัวออกจากภาคกลางอย่างชัดเจน ประกอบด้วยเทือกเขาสูงทางทิศตะวันตกและทิศใต้
ภาคตะวันออก
ประกอบด้วย 4 จังหวัด ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสลับภูเขาลูกเตี้ยๆ บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกมีเทือกเขา จันทบุรีทอดตัวไปทางตะวันตกจนจดกับเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งทอดยาวจากเหนือถึงใต้ เป็นเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างไทยกับกัมพูชาประชาธิปไตย
ภาคใต้
ประกอบด้วย 14 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินเดีย ขนาบด้วยท้องทะเลอ่าวไทยทางฝั่งตะวันออก และ ทะเลอันดามันทางฝั่นตะวันตก
แรงจูงใจ
แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวแตกต่างไปจากแรงจุงใจในวิชาจิตวิทยา ซึ่งเป็นตัวกำหนดบุคลิกภาพของบุคคลแรงจูงใจทางด้านการท่องเที่ยว หรือ แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวเป็นแนวคิดที่เป็นแบบลูกผสมระหว่างแนวคิดทางจิตวิทยา ผสมกับแนวคิดทางด้านสังคมวิทยา
ทฤษฏีต่างๆเกี่ยวกับแรงจุงใจของนักท่องเที่ยว
1. ทฤษฏีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็น Maslow กล่าวว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความต้องการ และ มนุษย์จะแสดงพฤติกรรมต่างๆเพื่อที่จะสนองตอบความต้องการ
2. ทฤษฏีขึ้นบันไดแห่งการเดินทาง Philip Pearce โดยประยุกต์จากทฤษฏีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็นของ Maslow แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่ในลำดับขึ้นแห่งความต้องการของนักท่องเที่ยวในขึ้นที่ 1 หรือ ความจำเป็นทางสรีระวิทยา
3. แรงจูงใจวาระซ่อนเร้น Crompton ได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาถึงแรงจูงใจที่ผลักดันให้คนเรามีการเดินทางท่องเที่ยว มี 7 ประเภท ดังต่อไปนี้
1. แรงจูงใจทางด้านสรีระหรือทางกายภาพ
2. แรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรม
3. การท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง
4. การท่องเที่ยวเพื่อให้ได้มาเพื่อสถานภาพ
5. แรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง
6. แรงจูงใจส่วนบุคคล
โครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
1. ระบบไฟฟ้า
2.ระบบประปา
3. ระบบสื่อสารโทรคมนาคม
4. ระบบการขนส่ง
4.1 ระบบการเดินทางอากาศ
4.2 ระบบการเดินทางบก
4.3 ระบบการเดินทางน้ำ
5. ระบบสาธารณสุขปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาค
1. ปัจจัยทางภูมิศาสตร์
2.ปัจจัยทางวัฒนธรรม
บทที่ 2 ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวจากยุคเริ่มต้นถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
นักท่องเที่ยวชาวกรีกมีการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวเมื่อประมาณ 300ปีก่อนคริสตกาล หรือ 2300 ปีมาแล้ว นักท่องเที่ยวชาวกรีกจะนิยมเดินทางไปยังสถานที่ที่เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าที่ทำการบำบัดรักษาโรค นักท่องเที่ยวส่วนมากเดินทางโดยเรือสินค้าต่างๆ ผลก็คือมีเมืองท่าชายฝั่งทะเลเกิดขึ้นมากมาย
ในสมัยอาณาจักรโรมันการท่องเที่ยวมีทั้งการท่องเที่ยวภายในประเทศ และ การท่องเที่ยวภายนอกประเทศ แต่การท่องเที่ยวระหว่างประเทศนั้นเป็นการท่องเที่ยวที่ไร้พรมแดนเพราะไม่มีอาณาเขตแบ่งแยกดินแดน อย่างในปัจจุบัน
มัคคุเทศก์และคู่มือนำเที่ยวในยุคต้นๆ
หนังสือคู่มือนำเที่ยวปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อ 400 ปีก่อนคริสกาล ชื่อ Pausanias ได้เขียนหนังสือชื่อ Description of Greece ขึ้นระหว่าง คศ. 160 - 180 ซึ่งเป็นการวิจารณ์เกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
การท่องเที่ยวในยุคกลาง
ยุคกลางคือช่วงที่อยู่ระหว่าง คศ. 500 - 1500 คนชั้นสูงและคนชั้นกลางนิยมเดินทางเพื่อแสวงบุญ เป็นการเดินทางไกลสำหรับผู้ที่เคร่งศาสนาสถานปัญหาที่นักเดินทางในยุคกลางต้องเผชิญ คือ โจรผู้ร้ายที่คอบดักปล้น สมัยนั้นจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง และ เป็นทั้งผู้ปกป้องนักเดินทางด้วย มัคคุเทศก์สมัยนั้นจึงได้รับค่าตอบแทนสูง
การพัฒนาการคมนาคมทางถนนในคริสตศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศวรรษที่ 19
ช่วงก่อนที่จะถึงศตวรรษที่ 16 คนที่ต้องการเดินทางมีวิธีที่จะทำได้ 3 วิธี คือ
1. การเดินเท้าซึ่งเป็นวิธีของคนจน
2. การขี่ม้า
3. ใช้เสลี่ยงโดยมีผู้รับใช้เป็นผู้แบกซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีเดินทางของชนชั้นสูงเท่านั้น
ประมาณ คศ. 1815 ถนนหนทางในทวีปยุโรปมีการพัฒนาดีขึ้น มีการพัฒนารถโดยสารสาธารณะที่เรียกว่า Charabanc ในปี คศ. 1832 เป็นรถที่มีที่นั่งเป็นแถวผู้โดยสารนั่งหันไปทางด้านหน้าของรถ
แกรนด์ทัวร์
คนชนชั้นสูงชาวอังกฤษนิยทที่จะส่งบุตรชายออกเดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับอาจารย์ผู้สอนประจำตัว การเดินทางแบบนี้ เรียกว่า Grand Tour การเดินทางซึ่งใช้เวลา 3 ปี เป็นช่วงเวลาของการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเมืองหลวงต่างๆ ของยุโรปตะวันตก การเมือง วัฒนธรรมและสังคมของยุโรปตะวันตก
การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประเภทที่อาบน้ำแร่
การอาบน้ำแร่ เป็นที่รู้จักกันดี ตั้งแต่ยุคโรมันโดยเชื่อกันว่าน้ำแร่มีคุณสมบัติทางยา การเดินทางไปรับการบำบัดด้วยน้ำแร่ได้กลายมาเป็นสถานภาพทางสังคมอย่างรวดเร็ว
กำเนิดยุคสถานที่ตากอากาศชายทะเล
การอาบน้ำทะเลเพิ่งจะเริ่มเป็นที่นิยมในอังกฤษตั้งแต่สมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ เป็นต้นมา การอาบน้ำทะเลในสมัยนั้น ผู้อาบจะอาบทั้งเสื้อผ้า เพราะการถอดเสื้อผ้าว่ายน้ำขัดกับจารีตในสมัยนั้น การอาบน้ำทะเลเริ่มต้นขึ้นจากเหตุผลทางด้านสุขภาพ และความคิดที่ว่าการอาบน้ำทะเลจะทำให้สุขภาพดี
ปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในศตวรรษที่ 19
1. ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการเดินทาง
2. ปัจจัยดึงดูดให้คนเดินทาง
คนเราจะเดินทางได้นั้นจำเป็นต้องมีเวลามากพอและมีเงินที่จะใช้เพื่อการเดินทางและตลอดทุกยุคทุกสมัยปัจจัยทั้งสอนนี้เอื้อให้เพียงคนในสังคมบางกลุ่มเท่านั้นที่จะเดินทางได้
ยุคเครื่องจักรไอน้ำ : กำเนิดการเดินทางรถไฟ
ทางรถไฟสายแรกถูกสร้างขึ้นในประเทศอังกฤษในปี คศ. 1825 ระหว่างเมือง Stockton และ Darlington นับเป็นจุดประกายการเดินทางด้วยรถไฟให้กับที่อื่นๆในโลก
เรือกลไฟ
เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เกิดการพัฒนาเรือกลไฟเพื่อการเดินทางทางน้ำ
การท่องเที่ยวในศตวรรษที่ 20 ช่วง 50 ปีแรก
นักเดินทางมีความปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บและการโจมตีของ โจรผู้ร้าย ทวีปยุโรปมีความมั่นคงทางการเมือง เอกสารการเดินทางไม่ยุ่งยาก
การท่องเที่ยวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
จำนวนผู้โดยสารที่เดินทางทางอากาศเพิ่มมากกว่าผู้โดยสารที่เดินทางทางเรือเป็นครึ้งแรกในปี คศ. 1957
อุตสาหกรรม หมายถึง การประกอบกิจกรรมด้วยการนำปัจจัยการผลิตต่างๆมาผลิตบริการยอ่างใดอย่างหนึ่งด้านการท่องเที่ยว ที่ก่อให้เกิดความสะดวกสบายหรือความพึงพอใจ และขายบริการด้านการท่องเที่ยวนั้นให้แก่ผู้เยี่ยมเยือน
สินค้าของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเหมือน หรือ ต่างจากสินค้าของอุตสาหกรรมอื่นๆอย่างไร
1. เป็นสินค้าที่จับต้องไม่ได้
2. เป็นสินค้าที่ไม่มีการเคลื่อนที่ไปหาผู้บริโภค
3. เป็นสินค้าที่ไม่สูญสลาย
4. เป็นสินค้าที่เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ก็ได้
สามารถจำแนกองค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ออกเป็น
1.องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว (องค์ประกอบหลัก)
ได้แก่
- สิ่งที่ดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว
- ธุรกิจการคมนาคมขนส่ง
- ธุรกิจที่พักแรม
- ธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร
- ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์
2. องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยว (องค์ประกอบเสริม)
ได้แก่
- ธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่ระลึก
- ธุรกิจ MICE- การบริการข่าวสารข้อมูล
- การอำนวยความสะดวกทางด้านความปลอดภัย
- การอำนวยความสะดวกในการเข้า-ออก เมือง
วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ตลาดร่มหุบ
ประวัติตลาดร่มหุบ
ตลาดร่มหุบ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ตลาดแม่กลอง แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า ตลาดเสี่ยงตาย เป็นตลาดที่ติดอยู่กับสถานีรถไฟแม่กลอง และก็เป็นส่วนหนึ่งของตลาดเทศบาลจังหวัดสมุทรสงคราม
ตลาดร่มหุบ เริ่มมาตั้งขายบริเวณทางริมรถไฟ ประมาณปี พ.ศ. 2527 เป็นตลาดที่อยู่บนทางรถไฟ สายแม่กลอง – บ้านแหลม พ่อค้า แม่ค้า ตั้งแผงสองข้างทางรถไฟ ส่วนลูกค้าก็อาศัยทางรถไฟเป็นถนน สำหรับจับจ่ายซื้อของ นักท่องเที่ยวหลายคนใช้วิธีท่องเที่ยว โดยการมาขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟบ้านแหลม มายังสถานีรถไฟแม่กลอง สีสันของตลาดนี้ คือ เมื่อได้ยินเสียงระฆัง หรือ ธงที่โบก จากนายสถานี พ่อค้า แม่ค้า ก็จะเก็บแผงที่ขายรวมทั้งร่มที่กางอยู่ พอรถไฟผ่านไปพ่อค้า แม่ค้า ก็จะวางแผงขายของกันเหมือนเดิม

จุดเด่นของตลาดนะคะ ก็คือ ขายตามรางรถไฟ

การนำเที่ยว

นั่งรถไฟเที่ยว นอนโฮมสเตย์ แม่กลอง
การรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดโครงการท่องเที่ยว "เที่ยวรถไฟครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก" โดยได้เปิดเส้นทางท่องเที่ยวรถไฟสายแม่กลองเป็นประจำทุกวันเสาร์ เริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยมีทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับ และ 2 วัน 1 คืน
ขบวนรถไฟเริ่มออกเดินทางจากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ มุ่งหน้าสู่มหาชัย ตลาดอาหารทะเลที่มีให้เลือกทั้งอาหารทะเลสด ๆ และอาหารแห้ง จากนั้นลงเรือxxxมฟากมายังสถานีบ้านแหลมเพื่อต่อรถไฟไปยังสถานีแม่กลอง ชมตลาดร่มหุบ หนึ่งใน UNSEEN THAILAND เพิงค้าริมทางรถไฟที่หุบร่มได้เมื่อรถไฟแล่นผ่าน
ล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองชาวอัมพวา ชมการทำน้ำตาลมะพร้าว ขนมไทย เครื่องจักรสาน แวะเที่ยวตลาดอัมพวายามเย็น พักผ่อนในโฮมสเตย์บ้านเรือนไทย สูดอากาศสดชื่นยามเช้าเพื่อใส่บาตรพระที่พายเรือมารับบาตรถึงหน้าบ้าน ล่องเรือเที่ยวป่าชายเลนคลองโคน ให้อาหารลิงที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ แวะบ้านขนมไทย ชมฟาร์มหอยแครง ปลูกป่าชายเลน ถีบกระดานเลน
อัตราค่าบริการ โปรแกรมเช้าไป-เย็นกลับ ผู้ใหญ่/เด็ก คนละ 499 บาท (ราคานี้รวมค่าโดยสารรถตู้ปรับอากาศแล้ว)แบบ 2 วัน 1 คืน ผู้ใหญ่/เด็ก คนละ 1,399 บาท
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 0 2621 8701 ต่อ 5217 หรือ Call Center 1690,
รายละเอียดโปรแกรมแบบ 2 วัน 1 คืน
วันเสาร์
07.40 น. ขบวนรถท่องเที่ยวนำนักท่องเที่ยวออกเดินทางจากสถานีวงเวียนใหญ่
08.39 น. ถึงสถานีมหาชัย ชมตลาดสดมหาชัย ซื้ออาหารทะเลแห้งจากแหล่งผลิต แล้วลงเรือยนต์xxxมฟากมายังสถานีบ้านแหลม
10.00 น. เดินทางจากสถานีบ้านแหลมสู่สถานีแม่กลอง
11.00 น. ถึงสถานีแม่กลอง ชมตลาดร่มหุบ (UNSEEN THAILAND) และรับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัย เที่ยววัดเพชรสมุทรวรวิหาร กราบนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม พระคู่บ้านคู่เมืองแม่กลอง
13.30 น. ลงเรือไปพักที่บ้านริมคลองโฮมสเตย์ ชมการทำน้ำตาลมะพร้าว ร่วมทำขนมไทย การทำปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องจักรสานต่าง ๆ หมวก ตะกร้าจากใบมะพร้าว ชมวิถีชีวิตชุมชน
17.00 น. ลงเรือชมทิวทัศน์แม่น้ำแม่กลอง พร้อมทานอาหารเย็นบนเรือไปตลาดน้ำอัมพวา ชมการแสดงดนตรีไทยท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ และชมหิ่งห้อยใต้ต้นลำภู
21.00 น. ถึงบ้านพัก พักผ่อนตามอัธยาศัย
วันอาทิตย์
07.00 น. รับประทานกาแฟ ปาท่องโก๋
07.30 น. ใส่บาตรพระทางเรือ
08.00 น. รับประทานอาหารเช้า (ข้าวต้ม)
08.30 น. เดินทางโดยรถยนต์ท้องถิ่นไปคลองโคน
09.00 น. นั่งเรือชมป่าชายเลน เที่ยวแม่น้ำบางตะบูน
10.00 น. ชมการทำหอยจ้อ รับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือ
11.00 น. แวะบ้านขนมไทย ซื้อของฝาก
11.30 น. ชมฟาร์มหอยแครง หอยแมลงภู่ ปลูกป่าชายเลน ถีบกระดานเลน เล่นโคลน โดดน้ำ
12.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน ข้าวห่อใบตอง
14.00 น. ขึ้นรถยนต์กลับไปสถานีรถไฟแม่กลอง
15.30 น. ถึงสถานีรถไฟแม่กลอง เดินทางกลับสถานีบ้านแหลม ลงเรือข้ามฟากมาฝั่งมหาชัย
17.35 น. ขบวนรถไฟออกจากสถานีมหาชัย กลับกรุงเทพฯ
18.25 น. ถึงสถานีวงเวียนใหญ่โดยสวัสดิภาพ
อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่/เด็ก คนละ 1,399 บาท
โปรแกรมเช้าไป-เย็นกลับ
07.40 น. ขบวนรถท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวเดินทางออกจากสถานีวงเวียนใหญ่
08.39 น. ถึงสถานีมหาชัย ชมตลาดสดมหาชัย ซื้ออาหารทะเลแห้งจากแหล่งผลิต แล้วลงเรือยนต์xxxมฟากมายังสถานีบ้านแหลม
10.00 น. เดินทางจากสถานีบ้านแหลมสู่สถานีแม่กลอง
11.10 น. ถึงสถานีแม่กลอง ชมตลาดร่มหุบ (UNSEEN THAILAND) และรับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัย เที่ยววัดเพชรสมุทรวรวิหาร กราบนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม พระคู่บ้านคู่เมืองแม่กลอง
11.30 น. ลงเรือท่าเรือวัดเพชรสมุทรฯ ไปคลองผีหลอก ถึงบ้านริมคลองโฮมสเตย์ ชมการทำน้ำตาลมะพร้าว การทำขนมไทย การทำปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องจักรสาน ดอกไม้ใบเตย
12.30 น. ไปตลาดน้ำบางน้อย เรือนแถวโบราณอายุกว่าร้อยปี เลือกซื้ออาหาร และของฝากตามอัธยาศัย
14.30 น. ลงเรือไปวัดบางแคน้อย ชมศิลปะไม้ฝังไม้กระดาน 7 แผ่น
15.30 น. เที่ยวตลาดน้ำอัมพวา ตลาดน้ำคลาสสิกสุด ๆ และตลาดมูลนิธิชัยพัฒนานุรักษ์ ซื้อของฝากและรับประทานอาหารเย็นตามอัธยาศัย
18.30 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยรถตู้ปรับอากาศ
20.00 น. ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่/เด็ก คนละ 499 บาท (ราคานี้รวมค่าโดยสารรถตู้ปรับอากาศแล้ว)
“ปลาทูแม่กลอง” ที่มีเอกลักษณ์ตรง “หน้างอ คอหัก”ได้ชื่อว่าเป็นยอดปลาทู เพราะมีรสชาติอร่อยอันดับต้นของเมืองไทย เป็นที่ถูกปากของผู้ที่ได้ลิ้มรสกันมาอย่างยาวนาน ถือเป็นของดีขึ้นหน้าขึ้นตาของจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งในทุกๆ ปี ทางจังหวัดสมุทรสงครามจะจัดให้มี “เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง” ขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้สัมผัสกับปลาทูแม่กลองและของดีของแม่กลองอีกมากมาย


2. รถไฟ รถไฟไปแม่กลอง จะเริ่มจากวงเวียนใหญ่ (นั่งจากหัวลำโพงไม่ได้) โดยไปลงที่มหาชัย และจากมหาชัยนั่งเรือข้ามฟากไปฝั่งท่าฉลอม เพื่อขึ้นรถไฟต่อจากสถานีบ้านแหลมไปยังแม่กลอง(ปลายทาง)ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 10บาท(ตอนนี้ฟรี) ถ้าคุณอยู่ที่โบกี้สุดท้าย แล้วมองผ่านกระจกหลังรถออกไป เวลาผ่าน ตลาด พอรถไฟผ่านไป พ่อค้าแม่ค้าก็จะกลับมาตั้งร้านเหมือนเดิม ชนิดไล่หลังรถไฟกันเลยทีเดียว
รถไฟขบวนนี้เป็นสายสั้น จากสถานีมหาชัยถึงสถานีแม่กลอง (จำนวน 2 โบกี้) กำหนดเวลาเดินรถไฟสายแม่กลอง-บ้านแหลม
รถไฟจะผ่านเข้าออกสถานีแม่กลองและตลาดร่มหุบวันละ 8 รอบ ตามเวลาดังนี้
รถไฟจะผ่านเข้าสถานีแม่กลองเวลา: 08:30 , 11:10, 14:30, 17:40
รถไฟจะออกจากสถานีแม่กลองเวลา: 06:20 , 09:00, 11:30, 15:30


วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย
ประวัติของปินโต
ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน
ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583
งานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส (1628) ภาษาอังกฤษ (1653) ใน ค.ศ.1983 กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อ “การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการได้ตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาออกเผยแพร่อีกครั้งใน ค.ศ.1988 โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal : 470 Years of Friendship”
งานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ อาทิ เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต บางตอนก็ระบุว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์เดินทางเข้ามายังสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531: 115) เป็นต้น(Henry Cogan, 1653 :1-2) ส่วนเฮนรี โคแกนระบุว่า จุดมุ่งหมายในการแปลหนังสือ“Pérégrinação” จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ คือ ต้องการให้ผู้อ่านทั่วไปเกิดความพึงพอใจและกระตุ้นให้มีการสำรวจและค้นคว้าทางภูมิศาสตร์
คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม
บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร กล่าวว่า
“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่น
สัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”
เรื่องราวในหนังสือ Pérégrinação สอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน อาทิ การกล่าวถึง โดมิงกุส ดึ ไซซัส (Domingos de Seisus) ซึ่งเคยถูกจองจำและรับราชการเป็นนายทหารในกรุงศรีอยุธยา (กรมวิชาการ , 2531: 109) ก็ได้รับการยืนยันในงานเขียนของจูอาว เดอ บารอส (João de Baros) เช่นกัน (กรมวิชาการ,2531 : 95) เป็นต้น นอกจากนี้ อี.ดับเบิลยู. ฮัทชินสัน(E.W. Hutchinson) ก็อ้างตามหลักฐานของปินโตว่า
“ทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คนซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงจ้างเป็นทหารรักษา
พระองค์(bodyguards)ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนใหญ่”
ความน่าเชื่อถือ
นักเขียนบทละครชาวอังกฤษได้แทรกบทกวีในบทละครชื่อ “Love for Love” (ค.ศ.1695) เยาะเย้ยว่า “Mendez Pinto was but a type of thee, thou liar of the first magnitude.” (กรมศิลปากร, 2526 : 42 ) เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน ( Sir Richard Burton) ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า “ซินแบดแห่งโปรตุเกส”
ดับเบิลยู. เอ.อาร์. วูด (W.A.R. Wood) ชี้ว่าควรจะอ่านงานเขียนของปินโตในฐานะที่เป็นเรื่องราวของชายชราที่ได้เดินทางกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อความบันเทิง มิใช่เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นวันต่อวัน และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของปีศักราชในบันทึกชิ้นนี้ด้วยอย่างไรก็ดี ดึ กัมปุช อดีตกงสุลใหญ่โปรตุเกสเมื่อค.ศ.1936 กลับชี้ว่าหลักฐานของปินโตแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเดินทางเข้ามายังสยามจริง
นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด
หลักฐานของปินโตกับปัญหาในการศึกษาชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยา
หากนักเรียนประวัติศาสตร์คนใดจะนำงานเขียนของปินโตมาใช้ในการตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าค่ายโปรตุเกส ความสัมพันธ์ของคนภายในค่าย ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับราชสำนักอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับมะละกา กัว มาเก๊า และราชอาณาจักรโปรตุเกส รวมไปถึงอาชีพ จำนวนคนและความเป็นอยู่ในค่ายโปรตุเกสสมัยอยุธยา ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามในการศึกษาและวิเคราะห์หลักฐานชิ้นนี้มากพอสมควร ปินโตระบุว่านักสอนศาสนาก็จำเป็นต้องเผยแพร่ศาสนาภายใต้นโยบายของราชสำนักหรือผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัวเช่นเดียวกับข้าราชการทั่วไป เมื่อนักบุญฟรานซิส ซาเวียร์(St. Francis Xavier)จะออกไปเผยแพร่ศาสนาในญี่ปุ่น ท่านก็ต้องเดินทางจากมะละกาไปยังกัว เพื่อรับฟังนโยบายของผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียเสียก่อน (กรมศิลปากร, 2526 : 35) การที่ปินโตเคยเป็นทูตของข้าหลวงโปรตุเกสแห่งมะละกาไปยังรัฐต่างๆในภูมิภาคแถบนี้ อีกทั้งยังเคยเป็นทหารและนักสอนศาสนาของโปรตุเกสด้วย เขาจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน แต่เขาก็ไม่เคยถูกนักประวัติศาสตร์โปรตุเกส อาทิ ดูอาร์ตึ บาร์บูซา(Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส(João de Baros )และคาสปาร์ คอร์รีอา(Caspar Correa)เสียดสีเลยแม้แต่น้อย
สรุป
ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ เคยได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งว่ามีความแม่นยำในเรื่องศักราชและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (นิธิ, 2525 : 65) แต่ต่อมานักประวัติศาสตร์บางท่านก็เคยตั้งข้อสงสัยต่อสถานภาพดังกล่าว (นิธิ, 2525 : 6) ซึ่งถือเป็นความไม่เที่ยงของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตบ้างก็ได้
วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
พาเที่ยวชมตลาดสามชุก

“สามชุก เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรี โดย ในอดีตสามชุกคือแหล่งที่ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติทั้งไทย จีน มอญ ฯลฯ มามีสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะของการแลกเปลี่ยน และซื้อขายสินค้า จนพัฒนาไปสู่ การลงหลักปักฐาน สร้างเมืองที่มั่นคงขึ้นมาตาม ประวัติของเมืองสามชุก กล่าวไว้ว่า ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2437 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมชื่ออำเภอ “นางบวช” ตั้งอยู่บริเวณ ตำบลนางบวช โดยมีขุนพรมสภา (บุญรอด) เป็นนายอำเภอคนแรก ซึ่งยังมีภาพถ่ายปรากฎอยู่จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาในปี 2457 ต้นรัชกาลที่ 6 ได้ย้ายอำเภอมาตั้งที่บ้าน “สำเพ็ง” ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญในสมัยนั้น จนกระทั่งปี 2481 สมัยรัชกาลที่ 8 ได้เปลี่ยนชื่อจาก “อำเภอนางบวช” มาเป็น “อำเภอสามชุก” และย้ายมาตั้ง อยู่ริมลำน้ำสุพรรณบุรี (ท่าจีน) ซึ่งแยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผ่านคลอง มะขามเฒ่า
แต่เดิมบริเวณที่ตั้งอำเภอสามชุกเรียกว่า “ท่ายาง” มีชาวบ้านนำของป่าจากทิศตะวันตกมาค้าขายให้กับพ่อค้าที่เป็นชาวเรือ บ้างก็มาจากทางเหนือ บ้างก็มาจากทางใต้ เป็น 3 สาย จึงเรียกบริเวณที่ค้าขายนี้ว่า “ สามแพร่ง “ ต่อมาได้เพี้ยน เป็น สามเพ็ง และสำเพ็งในที่สุด ดังปรากฎหลักฐานกล่าวไว้ในนิทานพื้นบ้านย่านสุพรรณมีเรื่องกล่าวต่อไปว่า ในระหว่างที่คนมารอขายสินค้าก็ได้ตัดไม้ไผ่มาสานเป็นภาชนะสำหรับใส่ของขาย เรียกว่า “กระชุก” ชาวบ้านจึงเรียกว่า “สามชุก” มาถึงปัจจุบัน
อำเภอสามชุกเดิมมีพื้นที่ 774.9 ตารางกิโลเมตร ต่อมาในปี 2528 ได้มีการตั้งอำเภอหนองหญ้าไซ จึงแบ่งบางส่วนออกไป ยังคงเหลือเพียง 362 ตารางกิโลเมตร
ตลาดสามชุก เป็นตลาดสำคัญในการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่สำคัญในอดีต ตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีก่อน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสุพรรณบุรี แต่เมื่อถนนคือ เส้นทางจราจรทางบกที่เข้ามาแทนที่การเดินทางทางน้ำ ทำให้คนหันหลังให้กับแม่น้ำท่าจีน ความสำคัญของตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าริมน้ำเริ่มลดลง บรรยากาศการค้า ขายในตลาดสามชุกเริ่มซบเซา และเมื่อต้องแข่งขันกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และตลาดนัดภายนอก ทำให้ร้านค้าภายในตลาดต้องหาทางปรับตัว และเมื่อราชพัสดุ เจ้าของที่ดินที่ชาวบ้านเช่าที่ดินมายาวนาน ดำริจะรื้ออาคารตลาดเก่า สร้างตลาดใหม่ จึงทำให้ชาวบ้านพ่อค้าที่อยู่ในตลาดสามชุก ครูอาจารย์ที่เห็นคุณค่าตลาดเก่า รวมตัวเป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ระดมความคิด หาทางอนุรักษ์ตลาดและที่อยู่ของตนไว้ และหาทางฟื้นคืนชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เป็นที่มาของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ใช้การท่องเที่ยวศึกษาวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิม ประวัติศาสตร์ชุมชน เป็นเครื่องมือการพัฒนาอาคารไม้เก่าแก่ ในตลาดสามชุก ที่ก่อสร้างเป็นแนวตั้งฉากกับแม่น้ำท่าจีน เป็นสิ่งบอกให้รู้ว่าเป็นลักษณะของตลาดจีนโบราณ เป็นชุมชนชาวไทย-จีน ที่ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน ลวดลายฉลุไม้ที่เรียกว่าลายขนมปังขิง ซึ่งเท่าที่พบในตลาดนี้มีถึง 19 ลาย คือ ศิลปะตกแต่งอาคารไม้โบราณ ที่หาดูได้ยากแล้วในปัจจุบัน หากไม่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ก็ย่อมสูญหายไปเช่นเดียวกับตลาดโบราณอื่นๆนอก จากสถาปัตยกรรม อาคารไม้โบราณที่พบเห็นได้ตลอดแนวทางเดิน 2 ข้างทางเดินในตลาด วิถีชีวิตบรรยากาศภายในตลาดการค้าขายที่ยังคงรักษาวิถีแบบดั้งเดิมเช่นใน อดีต และบรรยากาศน้ำใจอัธยาศัยไมตรีของแม่ค้า ข้าวของเครื่องใช้ ขนมอาหารที่นำมาตั้งขายในตลาด เป็นสิ่งยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่จำลองมาเพื่อให้ผู้ชมได้ดูชั่วครั้งชั่วคราว แต่เหล่านี้คือ วัฒนธรรมที่สืบเนื่องจากอดีต บ่มเพาะมาเป็น 100 ปี
นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสได้ ไม่รู้เบื่อ อิ่มตา อิ่มใจ อิ่มท้องอย่างไม่รู้ตัว และทำให้ตลาดสามชุก แห่งนี้ได้รับขนานนามว่าตลาด 100 ปี พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต

ชมร้านของเล่นเก่าแก่





หลังจากถ่ายภาพมาก็เยอะและมาหาอะไรทานกันดีกว่า

ขอแนะนำ ร้านลูกชิ้นยักษ์ที่แสนอร่อย ห้ามผลาดนะคะ

ห่อหมกยกหม้อ น่ารัก และก็อร่อยด้วย

ห่อหมกย่างปั้นใส่ไม้ ดูเหมือนไม่น่ากิน แต่รสชาติแบบเดียวกับทอดมัน

ข้าวหลามแตกมันในมะพร้าวน้ำหอม


ข้าวห่อใบบัว อันน่า มั่ม...


ปิดท้ายด้วยของหวานน่ารัก จนไม่กล้าทาน
